วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

หญิงอ้วนเสี่ยงสูงเป็นมะเร็งตับอ่อน

หญิงอ้วนเสี่ยงสูงเป็นมะเร็งตับอ่อน

สถาบันคาโรลินสกา ในสวีเดน เสนอผลการวิจัยที่นำมาตีพิมพ์ลงในวารสารมะเร็งของอังกฤษ ระบุว่า สตรีที่ปล่อยให้มีไขมันส่วนเกินสะสมที่หน้าท้องมาก ๆ จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนสูงกว่าสตรีที่ไม่มีไขมันหน้าท้องถึง 70%

งานวิจัยชิ้นนี้แย้งกับความเชื่อก่อนหน้านี้ว่า ความอ้วนจะทำให้ผู้ชายเสี่ยงเป็นโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าผู้หญิง แต่สำหรับผลการวิจัยล่าสุด ซึ่งสำรวจจากผู้หญิงชาวอเมริกันจำนวนกว่า 138,000 คน ในวัยหมดประจำเดือน เป็นเวลานาน 7 ปี พบว่าความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสตรีในการเป็นมะเร็งได้เช่นกัน โดยมีผู้หญิง 251 คน ในจำนวนนี้ที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน ซึ่งหลังจากพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่จะก่อมะเร็ง เช่น การสูบบุหรี่ พบว่า ขนาดเส้นรอบเอวของผู้หญิงซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงความอ้วน มีผลอย่างสำคัญต่อความเสี่ยงมากหรือน้อยที่จะเป็นมะเร็งตับอ่อน
ดร.จูฮัว ลูโอ หัวหน้าคณะนักวิจัยระบุว่า ความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับอ่อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสตรีอ้วนในวัยหมดประจำเดือน
ซึ่งมะเร็งชนิดนี้คร่าชีวิตชาวอังกฤษเป็นอันดับ 6 ในมะเร็งทุกชนิด และบ่อยครั้งที่แพทย์ตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ก็ต่อเมื่ออยู่ในระยะแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ แล้วเท่านั้น ดังนั้นจึงยากที่จะประสบความสำเร็จในการรักษา มีผู้ป่วยเพียง 2-3% ที่รอดชีวิตเกิน 5 ปี หลังจากถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง นักวิจัยเชื่อว่าความอ้วนเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อน เพราะความอ้วนส่งผลต่อระดับอินซูลินในร่างกาย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงความอ้วนด้วยการปรับเปลี่ยนนิสัยให้หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีตัวเลขพบว่าจำนวน 1 ใน 4 ของผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว และรูปภาพ คุณภาพดี โดย: INN NEWS

อาหารต้องห้ามยามเป็นโรค


อาหารต้องห้ามยามเป็นโรคเคล็ดกิน" จะมาไขข้อข้องใจให้ว่า..."ของแสลง" ก็คือบรรดาอาหารที่ไม่ถูกกับโรคทั้งหลายแหล่แต่บางที ก็ทำให้เรางงเหมือนกันว่าเกี่ยวกันยังไงแต่ของอย่างนี้ "108 เคล็ดกิน" บอกว่าอย่าลบหลู่เพราะขึ้นชื่อว่าภูมิปัญญาชาวบ้านแล้วไซร้ ฟังหูไว้หูก็ดีเหมือนกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 10 โรคที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

1. เป็นไข้หวัดมีไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆอาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยากจะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือนอาหารเชื้อเพลิงหรือเป็นการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ

2. โรคกระเพาะควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสมทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆแต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย
3. โรคความดันเลือดสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัวขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูงเช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้าเพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกายและความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกายและความร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูง นอกจากนี้...ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหารหวานมากรวมทั้งผลไม้อย่างลำไย ขนุน ทุเรียน

4. โรคตับและถุงน้ำดีหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารมันเนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัดเพราะแพทย์จีนถือว่า ตับและถุงน้ำดีมีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหารการได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลงและเกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

5. โรคหัวใจและโรคไตควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดเพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้าทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้นส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยงเพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงานและหัวใจก็ทำงานหนักขึ้นเช่นกัน

6. โรคเบาหวานหลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรี่สูงเช่น มันฝรั่ง มันเทศควรรับประทานอาหารพวกถั่วเช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด

7. นอนไม่หลับหลีกเลี่ยงชา กาแฟ (รวมทั้งการสูบบุหรี่)เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอนหรือนอนไม่หลับสนิท

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

7 พืชผักที่ดีต่อ สุภาพสตรีโดยตรง



ผู้คนส่วนใหญ่ต่างรู้ประโยชน์ของผลไม้หรือผักว่ามีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย แต่เชื่อไหมว่า ผลไม้บางชนิด มีแร่วิตามินและแร่ธาตุที่พิเศษแตกต่างกันออกไป
มีพืชผักผลไม้อยู่ 7 ชนิด ที่มีผล "โดยตรง" กับสุขภาพของ "ผู้หญิง"
ลูกพรุน : เป็นแหล่งโปแตสเซียม เหล็ก และไฟเบอร์ ที่สำคัญลูกพรุนช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด คงความเป็นหนุ่มเป็นสาว คนเรานั้นเมื่อผ่านช่วงสดใสของชีวิตคือวัย 25 ปี ร่างกายจะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามที่ต่างๆ ใบหน้าที่เคยเอิบอิ่มด้วยเลือดฝาดก็เริ่มหมองคล้ำ ผิวพรรณจากสีชมพูระเรื่อก็เริ่มซีดโทรม ธาตุเหล็กที่มีมากในลูกพรุน จะช่วยดูแลเรื่องนี้ ควบคู่กับภาวะที่สตรีต้องสูญเสียเลือดและธาตุเหล็กไปกับประจำเดือนอีกด้วย
ถั่ว : อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก และวิตามินบี นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งมีในถั่วมาก) ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน ความอยากอาหารจะลดลง แต่ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากด้วย จึงไม่เหมือนไฟเบอร์อื่นๆ ที่ไม่ให้สารอาหารที่มีคุณค่ากับร่างกาย นั่นทำให้ผู้หญิงรูปร่างดีโดยที่ไม่ขาดสารอาหารด้วย
บรอคโคลี : เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูอ่อนนุ่มมีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว แถมยังช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้
กล้วย : ในกล้วยไข่มีสารเบต้าแคโรทีน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเราอายุเลย 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมของร่างกายเริ่มมาเยือนช้าๆ ทำให้เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์ผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อร่างกายเสื่อมสภาพ ความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็จะลดลงเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นความสามารถในการจำกัดอนุมูลอิสระก็ลดลงอย่างตกใจ ดังนั้นสาวๆ ควรสนใจรับประทานกล้วย โดยเฉพาะกล้วยไข่ให้มากขึ้นก็จะยอดมาก!
ฝรั่ง : เชื่อหรือไม่ว่าฝรั่ง 1 ขีด มีวิตามินซีสูงถึง 180 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีนี้มีบทบาทในการสร้าง "คอลลาเจน"ที่ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ยืดหยุ่น ไม่หย่อนยานก่อนวัย
แอปเปิ้ล : มีสารอาหารที่สำคัญคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ "เพคติน" ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดคอเลสเตอรอล ยามใดก็ตามที่หิวจนกินช้างหมดตัวได้ กินแอปเปิ้ลสักลูกจะดีกว่ามากๆ เลย (จริงๆ นะ)
ส้ม : แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติอันอุดม รู้ไหมว่า การรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้อิ่มท้องเร็ว เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียว

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เรื่องที่คุณควรรู้

เรื่องที่คุณควรรู้

ทวีปที่ใหญ่ที่สุดในโลก
-ทวีปเอเซีย
ทวีปที่เล็กที่สุดในโลก
-ทวีปออสเตรเลีย
ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก
-รุสเซียเนื้อที่ 47,800,500 ตารางไมล์
ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก
-โมนาโคเนื้อที่ 0.50 ตารางไมล์
ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
-สาธารณรัฐประชาชนจีน1228 ล้านคน ในปี 1994
ประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุดในโลก
-วาติกัน ประมาณ 800 คน
มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
-แปซิฟิค
มหาสมุทรที่เล็กที่สุดในโลก
-อาร์คติก
ทวีปที่ร้อนที่สุดในโลก
- อัฟริกา
ทวีปที่เย็นที่สุดในโลก
-แอนตาร์ติก
ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
-ทะเลจีน
ทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดในโลก
-ทะเลสาปแคสเปียน ในรุสเซีย
ทะเลสาปน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- ทะเลสาปสุพีเรีย ในสหรัฐอเมริกา
ทะเลสาปน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในโลก
-ทะเลสาปแคสเปียน ในรุสเซีย
ทะเลที่ลึกที่สุดในโลก
-ทะเลสาปไบคาล ในรุสเซีย
ทะเลที่อยู่สูงที่สุดในโลก
- ทะเลสาปอัสกาลชิน ในธิเบต
แม่น้ำที่กว้างที่สุดในโลก
- แม่น้ำอเมซอน ในทวีปอเมริกาใต้ 270 ไมล์

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

อยู่อย่างไรให้ห่างไกล มะเร็งเต้านม

อยู่อย่างไรให้ห่างไกล มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม ถือเป็นเพชฌฆาตร้ายที่คร่าชีวิตผู้หญิงทั่วโลกเป็นอันดับต้นๆ และในประเทศไทยมีผู้หญิงป่วยเป็นโรคร้ายชนิดนี้มากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก จากสถิติทางการแพทย์ยังบ่งชี้ด้วยว่า สาวเมืองกรุงมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าสาวชนบท เพราะใช้ชีวิตรีบเร่งไม่มีเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง, ขาดการออกกำลังกาย และเป็นโรคเครียดสะสม ในเวทีสัมมนา “Wacoal Cares Your Breasts” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม และเคล็ดลับการดูแลตนเองให้มีสุขภาพดี ห่างไกลมะเร็งเต้านม อันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสร้างสรรค์ภายในงาน SAHA GROUP EXPORT & TRADE EXHIBITION ครั้งที่ 12 ที่ศูนย์ การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.กริช โพธิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านมะเร็งเต้านม จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช พยาบาล เล่าถึงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ ผู้หญิงยุคใหม่เป็นมะเร็งเต้านมว่า ผู้หญิงยุคปัจจุบัน มีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบมากขึ้น ทำให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเต็มไปด้วยความรีบเร่ง จนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน หลายคนหันมานิยมบริโภคอาหารสำเร็จรูป และฟาสต์ฟู้ดซึ่งอุดมไปด้วยแป้งและไขมันสูง ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีเวลาออกกำลังกาย, พักผ่อนไม่เพียงพอ, สูบบุหรี่กินเหล้า และปล่อยให้ความเครียด สะสม ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวการกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม


สำหรับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป มีอาทิ ประวัติครอบครัว ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม มีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติสองเท่า, ขนาดของเต้านมก็เป็นปัจจัยสำคัญ ผู้หญิงที่มีเต้านมใหญ่มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงเต้านมเล็ก, ผู้หญิงที่ไม่มีลูก หรือมีลูกคนแรกหลังอายุ 30 ปี มีความ เสี่ยงสูงเช่นกัน ขณะที่ผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดต่อเนื่องนาน 10 ปีขึ้นไป หรือใช้ยาคุมกำเนิดตั้งแต่อายุน้อยๆ กลุ่มนี้ก็เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม


ถ้าอยากห่างไกลจากมะเร็งเต้านม คุณหมอแนะนำว่า ทางที่ดีผู้หญิงทุกคนควรให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพมากขึ้น โดยเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเองตั้งแต่อายุ 20 ปี และเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจแมมโมแกรม และอัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง เป็นประจำทุกปี เนื่องจากยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสามารถรักษาให้หายเร็วเท่านั้น นอกจากนี้ ยังต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมลง 60%, พยายามรับแสงแดดอ่อนๆยามเช้าสม่ำเสมอ จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ได้รับแสงแดดอ่อนๆสม่ำเสมอ มีแนวโน้มเป็นมะเร็งเต้านมน้อยลงถึง 40% เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้ปลอดภัยจากโรคร้าย ยังรวมถึงการงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, นอนหลับให้เพียงพอ และมองโลกในแง่ดี.

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เรื่องจริง...เปลี่ยนสีผมบ่อยเสี่ยงมะเร็ง


เรื่องจริง..เปลี่ยนสีผมบ่อยเสี่ยงมะเร็ง


สาวๆ คนไหนที่นิยมการย้อมสีผมตามแฟชั่น ไม่ว่าจะสีอะไร โทนไหนที่กำลังอินเทรนด์เป็นต้องเปลี่ยนกันตลอด เรียกว่าตามเทรนด์ทุกซีซั่นนั้น ขอบอกว่าให้ระวังให้ดี เพราะคุณอาจเป็นมะเร็งได้ บรื๋อ!! ผลจากการวิจัยจากประเทศรัสเซียออกมาแล้วค่ะว่าในน้ำยายอมสีผมมีสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งและโรคร้ายอื่นๆ ตามมาได้ อันนี้ก็สำหรับคนที่ต้องย้อมสีผมเกินกว่า 9 ครั้ง ภายใน 1 ปี


จะมีความเสี่ยงต่อโรคลูคีเมียหรือมะเร็งในเม็ดเลือด โรคเนื้องอกในสมอง และโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองได้ง่าย กว่าคนทั่วไปตั้ง 60 % และน้ำยาสีผมที่วางจำหน่ายก่อนปี ค.ศ.1980 จะมีส่วนผสมของสารพิษต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งถึง 70% เลยทีเดียวซ้ำมันยังสามารถพัฒนาไปสู่การติดเชื้อมในเม็ดเลือดได้อีกด้วย


สำหรับผู้ที่ใช้น้ำยาย้อมผมดำ มะเร็งมีโอกาสพัฒนาไปเป็นเนื้องอกในสมอง และมะเร็งในเม็ดเลือดชนิดไม่ลุกลามได้ง่ายขึ้น กว่า 50 % และคนที่เปลี่ยนสีผมหลากสีสันไปมาเรื่อยๆ จะเสี่ยงถึง 70% เพราะฉะนั้นมีการแนะนำว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องหันมาใส่ใจกับเรื่องนี้ให้มากขึนและต้องมีมาตรการควบคุมเข้มพวกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสารเคมีต่างๆ ว่าปลอดภัยจริง ก่อนที่จะอนุญาตให้จำหน่ายไปยังร้านค้าและร้านทำผมทั่วไป


แหม....อยากสวยแต่ต้องเสี่ยงขนาดนี้ ลองคิดดูดีๆ นะคะสาวๆ ว่าจะเลือกสวยปลอดภัยแบบธรรมชาติ หรือสวยอันตรายด้วยเคมี ...เป็นห่วงเพื่อนทุกคนชาวที่นี่คร่า.........